Wat Srisuphan – The first Temple with silver ordination hall in the world

Wat Srisuphan – The Silver Temple


History: According to the inscriptions found locally on Red Sandstone, King Muang Kæw (1495-1526) of the Mangrai dynasty and his mother ordered a military offical called Khun Luang Ja Kham to bring a Buddha statue to this place and they built a temple in the year 1500 CE. In ancient times the temple was called Srisuphan Aram (= Temple). Later, the Vihara, Chetiya and Ubosot were built in that order and were completed around ten years later. All the buildings together with the surrounding areas and twenty families were given to take care of the Temple.

Srisuphan Temple has been a vast source of knowledge concerning the art, culture, education and handicrafts, including lost-wax casting and silverwork, from the past until the present. There is still a living culture regarding these handicrafts, but knowledge about statue-casting, silverwork and other handicrafts are in danger these days owing to the changing times and there are not many people to whom this knowledge is being passed on.

Ven. Phra Kru Pitak Sutthikhun, the Abbot of Srisuphan Temple since 1992, and the Committee of Srisuphan are well aware of the problems and intend to preserve and maintain the heritage passed down in the culture from their predecessors. Therefore they have outlined the many activities that are needed to lead to the vision, mission and objectives of the Temple. They are supported by the Sangha in Chiang Mai, and also by the National Office of Buddhism, the Government and by the private sector who appreciate local culture and knowledge especially in regard to Lanna craftsmanship at Sri Suphan Temple.

Current Tasks, Activities & Projects

To sustain the propagation of the Dhamma, the traditions and local culture by playing a critical role as a Temple in the local community.

To encourage and collaborate with the education system under the Royal Act on Education in 1998.

To maintain and promote indigenous silver handicrafts

We propose to support these aims as follows:

Establish a group of craftsmen trained in the Lanna traditions at Sri Suphan Temple (ongoing from 2000 CE – Present).

Establish a study center for ancient Lanna Arts at Sri Suphan Temple.

Establish a distribution center for the products produced at the Sri Suphan community. The Community was selected by a Government scheme to promote local production. This effectively generates income for the local people.

The Saturday Walk on the nearby Wualai Road with the collaboration of the Sri Suphan, Wat Mueansarn and Wat Nandharam Communities, which is supported by the Chiang Mai Municipality. These events have rapidly helped to build up economic development in the community.

Building a Silver Ubosot at Sri Suphan Temple, dedicated to promoting the dispensation of the Buddha and glorifying His Majesty, King Bhumibol Adulyadej on the anniversary of his 84th birthday. The decoration is made with silver and aluminum handicrafts, a heritage that has been passed down from our predecessors over the past 200 years. The original Ubosot was a brick structure plastered with cement. The dimension of the new Ubosot is 50m long, 17m wide and 18m high, and is in traditional Lanna style. The renovation of this building has been going on since the year 2005, and so far 12 million baht have been spent, and the progress of the work was about 60 percent complete by the year 2010. An additional 13 million baht will be needed to complete the renovation.

Monk chat and Meditation Programs provided to foreigners so they can learn the Buddha’s teaching and get advice from monks for beginning meditation. Currently the program is available three days a week, on Tuesday, Thursday and Saturday (monk chat is from 5.30pm – 7.00pm and meditation is from 7.00pm – 9.00pm).

A Learning Center for silver handicrafts and Lanna folk art (this initiative has yet to start).

The projects are based on the doctrine and discipline in Buddhism, integrated with the King’s philosophy of economic sufficiency to achieve the sustainability of the Buddha’s dispensation, local communities and the country.

The Result over the Past 10 Years: even though there is a change in development that has contributed to a positive outcome for the community, the approach has not yet lead to the achievement of all our goals on each project as expected. There are various obstacles that have been encountered, which we can list as follows:

Social problems such as varieties of nationality, conflicts of interest, competition, non-cooperation, a lack of self-sacrifice and so on.

Insufficient liquidity to run the projects. The fund is fluctuating and relies only on donors. The projects are not firmly established and remuneration is unpredictable, making it difficult to proceed.

A lack of awareness about our cultural heritage and local knowledge, and a lack of motivation.

A lack of good public relations with the public in terms of communicating our objectives.

Such problems and obstacles have been encountered, but Sri Suphan Temple and those who are involved have been seeking a solution to these problems and making efforts to overcome them. However, to achieve the task they need support from the Government, the private sector and those who appreciate the local culture and knowledge, by participation at all levels to achieve our objectives together so as to sustain the Lanna traditions and keep alive the dispensation of the Buddha, and to glorify our King, Rama IX of the Chakri Dynasty.

Silver Temple Foundation Chiangmai Thailand

Silver Temple Foundation Chiangmai Thailand.

From so long history จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน 512 ปี ตามหลักศิลาจารึกบนหินทรายแดง กล่าวถึง ประวัติวัดศรีสุพรรณ ไว้ว่า ราว พ.ศ.2043 พระเมืองแก้ว หรือ พระเจ้าพิลก ปนัดดาธิราช ร่วมกับพระราชมารดาเจ้า โปรดเกล้าฯ ให้ ขุนหลวงจ่าคำ นำพระพุทธรูปองค์หนึ่งมาประดิษฐานแล้วสร้างวัดแห่งนี้ขึ้น เดิมเรียกชื่อว่า “ศรีสุพรรณอาราม” ต่อมาได้สร้างมหาวิหาร พระบรมธาตุเจดีย์ พระอุโบสถหลังเดิม ผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.2052 พร้อมทั้งสร้างศาสนสถานอื่นๆ แล้วมอบพื้นที่รอบกำแพงทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 20 วาให้แก่วัด และมอบข้าทาสไว้ดูแลวัดอีก 20 ครอบครัว


เมื่อปี พ.ศ.2547 ชาวบ้าน และช่างฝีมือได้ร่วมกันสร้างพระอุโบสถเงินหลังแรกของโลก โดยมีปณิธานร่วมกันเพื่อ “ฝากศิลป์แก่แผ่นดินล้านนา ถวายไว้ในบวรพระพุทธศาสนา เทิดไท้องค์ราชันย์ รัชกาล ที่ 9” เนื่องจากพระอุโบสถหลังเดิมชำรุดทรุดโทรม ไม่สะดวกในการประกอบศาสนกิจ จึงคิดสร้างพระอุโบสถเงินบนฐานเดิม พัทธสีมาเดิม และพระประธาน องค์เดิม โดยช่างภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานสลัก ลวดลายลงบนแผ่นเงินบริสุทธิ์ เงินผสมอะลูมิเนียม และวัสดุแทนเงิน ประดับตกแต่งทั้งภายนอกและภายในตลอดทั้งหลัง


องค์พระประธาน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พระเจ้าเจ็ดตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 4 ศอก ปางมารวิชัย เนื้อทองสัมฤทธิ์ ฝีมือช่างหลวง มีตำนานเล่าขานสืบกันมาว่า พระประธานองค์นี้ แสดงพุทธปาฏิหาริย์ลงสรงน้ำในสระข้างอุโบสถอยู่เป็นประจำ ประทานความสำเร็จสมปรารถนาสำหรับผู้มาอธิษฐานจิตกราบไหว้อยู่เนืองนิตย์ สถิตในจิตใจเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านศรีสุพรรณ และประชาชนทั่วไปตลอดมา


นอก จากพระอุโบสถเงินหลังเดียวของโลกแล้ว พระวิหารของวัดศรีสุพรรณ เปรียบดั่ง โรงเรียนพุทธศิลปะชั้นเลิศของเมืองล้านนา เพราะได้แสดง ฝีมือช่างในล้านนาทั้งสิบหมู่ ไว้ในที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่างปั้น ช่างวาด ช่างดุน ช่างต้อง (ช่างตอกลาย) ช่างกระดาษ ช่างเขิน ช่างเงิน ช่างแกะสลัก ช่างลงรักปิดทอง ช่างดอกไม้ใบตอง

ภายในพระวิหารแบ่งเป็น 3 ส่วน เมื่อเข้าประตูไปแล้วจะเป็น เรื่องราวของสิบหกชั้นฟ้าสิบห้าชั้นดิน และการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่พระนิพพาน ในส่วนที่ 2 เป็น การรวบรวมรูปแบบของธาตุเจดีย์และซุ้มโขงในล้านนาหลายร้อยแห่ง มาไว้ในจิตรกรรมฝาผนัง มีภาพพระธาตุประจำปีเกิดโดยศิลปินสุดยอดฝีมือของล้านนา 12 ท่าน ที่เขียนในปีเกิดของตน และส่วนที่ 3 คือเรื่อง พระพุทธองค์กับการหลุดพ้นจากห้วงวัฏสงสาร มีภาพพุทธชาดกบนแผ่นเงินตอกลายจำนวน  10 แผ่น ฝีมือศิลปินช่างเงินย่านวัวลายที่งดงามวิจิตร เรียกว่าเข้าไปแล้วหากชมเพื่อการศึกษาโดยพิจารณาอย่างละเอียด จะต้องใช้เวลาทั้งวัน


ใน วัดศรีสุพรรณ  แห่งนี้ มี องค์ พระพิฆเนศทั้งองค์ ใหญ่และองค์เล็ก ภายในพระอุโบสถเงินหลายสิบองค์ พระพิฆเนศเป็นเทพที่มีผู้คนนับถือและเคารพมาก เนื่องจากเป็นเทพที่มีพระกรุณาเป็นหนึ่งในเทพทั้งหมด และถือเป็นปฐมเทพที่จะได้รับการบูชาก่อนเริ่มพิธีกรรมต่างๆ

1383532580-01-o (1)

วัดศรี สุพรรณจึงได้สร้างองค์พระพิฆเนศ บรมครูแห่งความสำเร็จ ขนาดหน้าตักกว้าง 1.25 เมตร สูง 1.50 เมตร ทรงเครื่องศิลปกรรมล้านนา และประกอบพิธีเทวาภิเษก ภายในหนึ่งวันหนึ่งคืน เพื่อประดิษฐานบนแท่นขันครูหลวง เป็นมิ่งขวัญของช่างสิบหมู่ล้านนา และสำหรับผู้มีจิตศรัทธาไว้บูชา


นอก จากนี้ยังมี พระบรมธาตุ วัดศรีสุพรรณ เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนแบบล้านนา ฝีมือช่างหลวง ทรงองค์ระฆังกลม บนฐานดอกบัวคว่ำบัวหงาย แปดชั้นแปดเหลี่ยม

ตั้ง บนฐานรองรับทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สามสิบหก พระบรมธาตุเจดีย์ได้มีการบูรณะมาหลายครั้งแล้ว มีอายุประมาณเท่ากับพระวิหาร หรือหลังจากนั้นไม่นาน เพราะในพุทธศาสนาทางล้านนานั้น นิยมสร้างพระธาตุเจดีย์ไว้หลังพระวิหาร ว่ากันว่า หากลองไปยืนมองดูใกล้ๆ พระบรมธาตุเจดีย์ โดยยืนทางด้านทิศตะวันออกมุมองค์พระธาตุแล้วลองมองขึ้นไป จะเห็นพระบรมธาตุเจดีย์นี้เอียง
วัดศรีสุพรรณ ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนหัตถกรรมช่างหล่อ ถนนช่างหล่อ หัตถกรรมเครื่องเงิน เครื่องเขิน ถนนวัวลาย พระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ

images (2)

คณะกรรมการวัด ภูมิปัญญาชาวบ้าน ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ โดยการรวบรวมภูมิปัญญาชาวบ้าน จัดตั้งเป็น “กลุ่มหัตถศิลป์ล้านนาวัดศรีสุพรรณ”

ต่อมาศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน กาญจนาภิเษก ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้การสนับสนุนจัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาศิลปะไทยโบราณ สล่าสิบหมู่ล้านนาวัดศรีสุพรรณ” ขึ้นภายในวัด

เพื่อ ถ่ายทอดและสืบสานงานศิลป์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และร่วมสนับสนุนการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืนขึ้น เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น หัตถกรรมเครื่องเงินของชาวบ้าน มีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนในรูปแบบสหกรณ์